Logo Webboard ของ sangthipnipparn
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  กระทู้ ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม แสงทิพย์นิพพาน

  

  Topic : บทความวิจัย "พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย (สถานที่ประสูตร ตรัสรู้และปรินิพพานอยู่ในไทย)

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10   Next >>
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  โพสต์เมื่อ : 26 ก.ย. 2554 11:32 น.



  

พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทย-ไม่ใช่ที่อินเดียหรือเนปาล

โดย

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์1

"ประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่เราทราบ หากเราทราบมาผิดๆ ประวัติศาสตร์ก็ผิดด้วย"

คำกล่าวนี้ อาจเป็นจริง สำหรับประวัติพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดในชมพูทวีปและถือว่าอยู่ที่ดินแดนของไทย

ลาว เขมร พม่า และมอญ แต่ถูกฝรั่งบิดเบือนว่า พุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดียและเนปาล

!

!!!!"เมื่อสองร้อยปีที่แล้ว อินเดียเป็นดินแดนที่ไม่มีประวัติศาสตร์หรือ

วัฒนธรรม ปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นเป็นดินแดนที่

มคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งมากอ่ นประวตั ศิ าสตร์ มีความโดดเด่นในด้านวฒั นธรรม

ที่มีเอกลักษณ์และความต่อเนื่องมายาวนาน....” Dervla Murphy แห่ง Irish

เขียนแสดงความชื่นชมหนังสือของ John Keay ชื่อ India Discovered: The

Recovery of a Lost Civilization. หนังสือเล่มนี้ทำให้เราได้ทราบความเป็นมา

ของการค้นคว้าด้านโบราณคดีที่ทำให้ฝรั่งเขียนประวัติพระพุทธศาสนาจนทำ

ให้พระพุทธองค์กลายเป็นชาวอินเดีย

พระเจ้าของไทย (The Thai God) ทรงพระนามว่า Pout หรือ Codom มี

ปรากฏในบันทึกของชาวฝรั่งเศส (M. Simon de le Loubere เอกอัครราชทูต

ฝรั่งเศสประจำสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ก่อนที่ชาวอังกฤษ

จะเข้ามามีอำนาจในอินเดีย โดยได้บันทึกไว้ว่า “พระเจ้า” ของไทย เป็นที่

เคารพนับถือในกภูมิภาคต่างๆ ในอินเดียเป็นพันปี และเป็นองค์เดียวกับ เทพ

เจ้าของชาว Ceylon ที่ชื่อ Buddha or Gautama ผู้ที่ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้คือ ชาว

อังกฤษชื่อ William Chambers ผู้ค้นพบโบสถ์ที่ Mahabalipurum (Keay,

pp.66-67)

ทว่า ประเทศอินเดีย กลายเป็นอู่วัฒนธรรมได้อย่างไร และทำไม “พระเจ้า” ของ”ไทย คือ พระพุทธองค์ และ

พระพุทธศาสนาจึงถูกโยกย้ายจากแหล่งเกิดในสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ไปยัง

อินเดีย ทำไมฝรั่งจึงไม่เฉลียวใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาฉบับดั้งเดิมและหลักฐานจารึกและใบ

ลานที่มีอยู่แล้วอย่างมากมายมหาศาลในประเทศต่างๆ ในสุวรรณภูมิ

คำตอบก็มีอยู่แล้วในงานเขียนของนักโบราณคดีอังกฤษ ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนหลายแห่งในหนังสือของ

John Keay



    
 

  26 ก.ย. 2554 11:35 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

ในบทที่ว่าด้วย “ตำนานพระพุทธ” John Keay ได้กล่าวถึงผลงานของCaptain E. Fell ซึ่งเดินทางไปสาญจี

บ่อยๆ ได้บรรยายความสวยงามของการแกะสลักหินเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเสาหิน วัดหิน ที่นำเสนอเรื่องราวทาง

ศาสนา และเชื่อว่าสถูปที่เมืองสาญจี เป็นของพุทธ ซึ่ง John Keay ก็สงสัยว่า หากสาญจีเป็นพุทธ จริงๆ แล้ว ชาว

พุทธหายไปไหนหมด Keay บอกว่า ชาวพุทธ มีอยู่เกือบทุกประเทศ เช่น Ladakh, Nepal, Tibet, China, Burma,

Thailand และศรีลังกา พระพุทธศาสนามีผู้นับถือล้อมรอบอินเดีย แต่ในอินเดียเองกลับไม่มีใครรู้จักศาสนาพุทธ

ทำไมจึงไม่มีใครในอินเดียรู้จักพระศาสนาพุทธเลย?

คำตอบแสดงอย่างชัดเจนว่า ศาสนาพุทธไม่ได้อุบัติ

ขึ้นในอินเดีย ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู

จิตรกร "#$$#%&!'#&()*+!,-./01!ที่ได้เขียนภาพสีน้ำ แสดงให้เห็นภาพสถูปที่เมืองสาญจีซึ่งมีรูปปั้น

หญิงเปลือยแขวนอยู่บนประตูหน้าสถูป หากเป็นโบสถ์พุทธแล้ว จะมีภาพหรือหุ่นหญิงเปลือยไม่ได้เลย

อีกคนหนึ่งคือจิตรกร!23435!,-.-61!ที่ได้เขียนภาพสีน้ำแสดงโบสถ์พราหมณ์ที่พุทธคยา เมื่อเทียบกับเจดีย์

ที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า แตกต่างกันมาก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเพื่อทำให้โบสถ์พราหมณ์

กลายเป็นเจดีย์พุทธ!

แล้วใครเป็นผู้ทำให้เกิดความสับสน และบิดเบือนข้อเท็จจริงระดับโลกนี้ขึ้น?

 


  26 ก.ย. 2554 11:36 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

ก่อนพ.. ๒๓๙๗ ชาวตะวันตกในยุโรปและอเมริกา ที่มีความรู้เรื่องราว ของพุทธศาสนาคงมีไม่มากนัก

จนกระทั่งSir Alexander Cunningham (1814-1893) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งโบราณคดีอินเดีย มา

ประจำการในกองทัพอังกฤษที่เบง กอล ได้ประกาศว่า พระพุทธองค์ประสูติในประเทศฮินดูสถาน (อินเดียและ

เนปาลในปัจจุบัน)!จนเกิดความสับสนขึ้นโดยเฉพาะชาวไทยรุ่นก่อน ส่วนรุ่นใหม่ที่ถูกครอบด้วยความคิดที่ว่า

พระพุทธเจ้า เป็นชาวอินเดียจนฝังแน่นไปแล้วอาจจะไม่รู้สึกสับสนอะไร ตรงกันข้าม ใครที่พยายามฟื้นความจริง

ให้ปรากฏก็อาจถูกหาว่า เพี้ยน เพ้อเจ้อ เหลวไหล ดังที่ผู้เขียนได้ประสบมาแล้วในช่วงเริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้

 


  26 ก.ย. 2554 11:36 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

ต้นเหตุแห่งความสับสนหรือการบิดเบือนประวัติพระพุทธศาสนา เกิดจากฝรั่งที่เป็นผู้เขียนประวัติ

พระพุทธศาสนาใหม่ คือ Alexander Cunningham

บุคคลผู้นี้ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก แต่มีความสนใจประวัติศาสตร์อินเดียและ

เหรียญโบราณ ได้ขุดค้นสถานที่ต่างๆในอินเดีย อาทิ เมืองสาญจี สารนาถ ฯลฯ ขุดอะไรได้ก็นำไปขายให้ British

Museum ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดความรู้สึกอย่างรุนแรงที่จะเขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ จากการ

ขุดค้นสถานที่ไม่กี่แห่งเขาก็เขียนประวัติพุทธศาสนาขึ้นใหม่ โดยไม่ทราบหรือไม่นำพาต่อความจริงที่ว่า ประวัติ

พระพุทธศาสนามีอยู่แล้วที่ชมพูทวีปซึ่งไม่ใช่อินเดียแต่เป็นสุวรรณภูมิ เขาและคณะได้เผยแพร่ผลงาน ทำให้

กระแสความเชื่อที่ว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในฮินดูสถาน (ดินแดนที่เปน็ ประเทศอินเดียและเนปาลในปัจจบุ ัน) ก็

แผ่กระจายไปทั่วโลก เขาได้รับพระราชทานอิสริยยศเป็น “อัศวิน” จากผลงานดังกล่าวใน ค.. 1887

หลังจากการขุดค้นที่ต่างๆ ในโครงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย ใน ค.. 1876 (.. 2419)

Cunningham ก็เริ่มเขียน Ancient Geography of India อย่างเร่งรีบ ผู้ช่วยของเขา คือ A.C. Carvelleyel เดินทางมา

อินเดียในปีเดียวกัน และขุดค้นที่เมือง Sahet Mahet ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า เป็นสาวัตถี (Sravasti or Savatthi) แต่ไม่พบ

อะไรที่เป็นแก่นสาร จึงยกกองขุดขึ้นเหนือไปถึงเมือง Bhuilatal ริมฝั่งแม่น้ำ Rawai แล้วสรุปว่า ที่ตรงนั้น คือ กรุง

กบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) Alexander Cunningham ก็เห็นด้วยกับการค้นพบของลูกน้อง

อย่างไรก็ตาม ผลการค้นพบก็ทำให้เกิดการโต้เถียงระหว่างอินเดียและเนปาล เนื่องจากสถานที่ที่

Cunningham ชี้ว่าเป็นที่ประสูติพระพุทธเจ้าอยู่ในอินเดีย คือ ที่เมือง Pripahawa ห่างจากตำบล Tilaurakot สถานที่

ถือว่าเป็นลุมพินีวันประมาณ ๒๔ ไมล์

ในศตวรรษที่ 10 เจ้าผู้ครองเนปาล ด้วยไม่เชื่อว่า กบิลพัสดุ์อยู่ในอินเดีย ได้เชิญนักโบราณคดีชาวเยอรมันซึ่ง

มีความรู้เรื่องพระไตรปิฎกอย่างดี มาทำการขุดค้นและประกาศว่า กบิลพัสดุ์ตั้งอยู่ที่ตำบล Tilaurakot และสรุปว่า

ที่พบในอินเดียเปน็ เพียงวิหารแหง่ หนึ่งเท่านนั้

ใน ปี 1899 รัฐบาลอินเดียของอังกฤษ ได้ส่ง P. C. Mukherjee มาเนปาลเพื่อหาข้อเท็จจริง Mukherjee ยืนยัน

ว่า Tilaurakot เป็นกบิลพัสดุ์แน่นอน

Tilaurakot ได้รับการยอมรับว่า เป็นกบิลพัสดุเพียง 60 ปี ก็ถูกท้าทายโดย ในปี 1961 รัฐบาลเนปาลได้เชิญ

Debala Mitra แห่ง Archaeological Survey of India (ASI) มาทำการศึกษานัยว่า ต้องการยืนยันว่า Tilaurakot คือ

กบิลพัสดุ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปรากฏว่า Mitra สรุปว่า Tilaurakot มีอายุไม่เกินศตวรรษที่ ๓ ดังนั้น จึงระบุไม่ได้

ว่า กบิลพัสดุอยู่ที่ใด

 


  26 ก.ย. 2554 11:37 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

ข้อค้นพบของ Mitra กระต้นนักโบราณคดีอินเดียคือ K. M. Srivastava จาก ASI ทำการขุดค้นPripahawa อีก

ครั้ง ตามรอยของ Mukherjee และ ระบุว่า Pripahawa เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร์ศักยะ และยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า

Pripahawa กรุงกบิลพัสดุ

รัฐบาลเนปาลไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในปี 1997 จึงได้ขอให้ UNESCO ว่าจ้างนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อ

Dr. Robin Coningham จาก Beadford University ร่วมกับ Dr. Armin Schmidt และ Kosh Acharya เพื่อทำการขุด

ต้นเพิ่มเติม พวกเขาได้พบกองเหรียญกษาปน์โบราณ กับเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ก็สรุปว่า กบิลพัสดุ์ อยู่ที่

Tilaurakot และ UNESCO ก็ประกาศให้บริเวณนี้ เป็นมรดกโลกในปีเดียวกัน

ในประเทศไทยและลาว ดังปรากฏในจารึกและใบลานจาร พงศาวดารท้องถิ่นที่แสดงเรื่องราวในสมัย

พุทธกาลของการเกิดพระเจดีย์ พระพุทธบาท พระพุทธฉายและพระพุทธรูปของชาวเหนือและชาวลาว แสดงว่า

ประชาชนมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าของพวกเขา อุบัติขึ้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยใน

ปัจจุบัน

.ในการประกาศว่า พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในอินเดียหรือเนปาล ยังความไม่พอใจให้ชาวชมพูทวีปเป็น

อย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นโต้แย้ง เพราะส่วนใหญ่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษหรือฝรั่งเศส ยกเว้น

ประเทศไทย

พระสงฆ์ชาวไทยที่ไม่พอใจมีจำนวนมาก แต่ไม่กล้าประท้วงอย่างเปิดเผย เนื่องจากพระผู้ใหญ่และผู้ใหญ่

บางองค์ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความเห็นคล้อยตามฝรั่ง และหันหลังให้กับหนังสือโบราณ เช่น

“มหาวงศ์” และ “สังคีติยวงศ” เนื่องจากเหน็ ว่า หนักไปในทางปาฏหิ ารย์ จึงยึดถือที่ฝรั่งเผยแพร่ เป็นเหตุให้ “ชาว

โยนก” กลายเป็นพวกกรีก พระยามิลินทร์และพระนาคเสนก็กลายเป็นฝรั่งไปสิ้น โดยไม่นำพาความเชื่อของชาว

เหนือที่ถือว่า พระยามิลินทร์และพระนาคเสนเป็นชาวเหนือ

อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระปิยมหาราช มีพระเถระรูปหนึ่ง คือ พระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์ (ปาน) แห่ง

วัดมหรรณพาราม ได้เขียนหนังสือ “พระเจ้า 500 ชาติ--อ้อยต้นจืดปลายหวาน กินนานอร่อย” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่

พระปิยมหาราช ครองราชย์ได้ ๒๙ ปี

เนื้อหาของหนังสือ ประท้วงคณะสงฆ์ที่ยอมเชื่อว่า พระพุทธองค์ประสูติในอินเดีย ตามที่ชาวอินเดียจาก

เมืองกาสี ๘ คนนำมาเสนอ

 


  26 ก.ย. 2554 11:38 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

หลวงพ่อปานฯกล่าวหาว่า เมื่อชาวอินเดียทั้ง ๘ คนนี้เดินทางกลับอินเดีย ได้นำพระไตรปิฎก อภิธานศัพท์

และคำสอนในพระพทุ ธศาสนาไปประเทศอินเดียด้วย และ เมอื่ ชาวอนิ เดยี พวกนกี้ ลบั มากรงุ เทพ กก็ ลบั มาพรอ้ ม

แผนทปี่ ระเทศฮนิ ดูสถานฉบบั ใหม่ ทมี่ ชี อื่ เมอื ง แมน่ าํ้ ภเู ขา ฯลฯ ตามที่ปรากฏในประไตรปิฎก ก็ยิ่งทำใหค้ นไทย

เชื่อว่า พระพุทธอุบัติขึ้นในอินเดียมากยิ่งขึ้น โดยให้การต้อนรับอย่างดี ได้ขายนมเนย ภายหลังก็ได้มีการเรี่ยราย

เงินทองเพื่อไปสร้างเจดีย์ ที่สถานที่ตรัสรู้ ณ พุทธคยา แต่หามีใครสังเกตไม่ว่า ระยะทางและทิศทางระหว่างเมือง

ต่างๆในอนิ เดีย ขัดแย้งกบั ทปี่ รากฏในพระไตรปิฏกชนดิ หน้ามือเปน็ หลังมือ

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า”... ผู้เฒ่าผู้แก่โกรธมาก

ที่มีคนบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นอินเดีย....”

 


  26 ก.ย. 2554 11:46 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

นับตั้งแต่ พ.. ๒๕๔๓ มีนักวิชาและกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรรม 3 กลุ่ม ได้รับการจุดประกายจากหนังสือ  "อ้อยต้นจืดปลายหวานฯ" ของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) และจากความสงสัยที่มีมายาวนานเกี่ยวกับคติที่ว่า พระพุทธเข้าอุบัติ

ขึ้นในอินเดีย จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้า ประวัติพระพุทธศาสนาตามคติเดิมเกี่ยวกับที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และ

เผยแผ่ศาสนาขององค์พระศาสดาในช่วงเวลา ๘๐ พรรษา จนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ตามเอกสารโบราณ

หลายฉบับ ได้แก่ () พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับราชบัณฑิตยสถาน () ประกาศเทวดา ครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก

ในรัชกาลที่ ๑ พ.. ๒๓๓๑ () หนังสือ “สังคีติยวงศ์” ซึ่งสมเด็จพระวันรัตน์ (แก้ว) วัดพระเชตุพน (เป็นพระ

อาจารย์ของพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)

ได้เขียนไว้ใน พ.. ๒๓๓๒ ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า

ชมพูทวีป คือ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของ ๕ ประเทศ คือ ไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ชาวสุวรรณภูมิถือคตินี้ มา

ตั้งแต่บรรพกาล (๔) มูลศาสนา (๕) ศิลาจารึกวัดศรีชุม (๖) คัมภีร์อุรังคธาตุ (๗) มหาวงศ์

 


  26 ก.ย. 2554 11:48 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

นับตั้งแต่ที่ Sir Alexander Cunningham เขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นใหม่และเผยแพร่ไปทั่วโลกในช่วง

..๒๓๙๗-๒๔๑๙ ก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิต ๑๗ ปี พระพุทธองค์ก็กลายเป็นชาวอินเดีย และชมพูทวีปก็

กลายเป็นอินเดียไป

ทั้งๆ ที่มีความเชื่อมายาวนานว่า ชมพูทวีป คือ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ก็หาได้

มีผู้ใดไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือใครอื่น กล้าที่จะทักท้วงข้อเท็จจริงแต่อย่างใดไม่ อาจด้วยเชื่อว่า เป็นอย่างนั้นจริง

หรืออาจเกรงภัยจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษ ก็ได้ เท่านั้นไม่พอ ชาวไทยบางคน กลับช่วยกระพือและ

เผยแพร่ความคิดไปให้แพร่หลายออกไป หากไม่มีหลวงพ่อพระธรรมเจดีย์ปาน เขียนหนังสือประท้วงไว้ เรื่องก็คง

เงียบหายไป.

 


  26 ก.ย. 2554 12:04 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

สาระในหนังสือของหลวงพ่อพระธรรมเจดีย์ (ปาน) ประกอบกับข้อสงสัยดังกล่าวในตอนต้นคณะผู้วิจัยจึง

ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในเรื่องนขี้นการคน้ คว้า พระพุทธอุบัติภูมิ มีคณะผู้วิจัย ๔ คณะคือ () คณะของศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ ์

และรองศาสตราจารย์ ดร.นิคมทาแดง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช () คณะของอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์

และอาจารย์โสภณ วงศ์เทวัน นักปฏิบัติธรรมสายหลวงปู่ทวด () คณะของอาจารย์เอกอิสโร วรุณศรี และคณาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง และ () คณะของอาจารย์อาตม ศิโรศิริ นักวิชาการอิสระ

ผู้เขียนในฐานะที่เป็นแกนกลางการวิจัย ได้ทำหน้าที่ประสานข้อมูลต่างๆ และนำมาสรุปเพื่อนำเสนอให้มี

การเผยแพร่ความจริงนี้ให้ปรากฏแก่ชาวโลกต่อไป

วัตถุประสงค์การวิจัย มี ๓ ประการ คือ () เพื่อพิสูจน์ว่า ชมพูทวีป คือ ดินแดนสุวรรณภูมิ และนำไปสู่การ

พิสูจน์ว่า พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน () เพื่อศึกษาร่องรอยการประสูติ ตรัสรู้

ปฐมเทศนา การเผยแผ่ศาสนา และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ () เพื่อหาข้อสรุป

เกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง ๔ คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้

ปฐมเทศนา และปรนิ พิ พานขององค์สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า และเมืองต่างๆ ในพระไตรปิฎก

ขั้นตอนการวิจัย คณะผู้วิจัยแบ่งการวิจัยเป็น ๓ คือ () เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) จาก

พระไตรปิฎก อรรถกถาจารย์ เอกสารโบราณทางพระพุทธศาสนา ศิลาจารึก พงศาวดาร และตำนาน และ

สัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน ๙๐ ปี หรือผู้ที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดประวัติพระพุทธศาสนาจากตะวันตกและ

อินเดีย ()เป็นการศึกษาภาคสนาม โดยเดินทางไปศึกษาแนวลึกตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาร่องรอยการประสูติ

ตรัสรู้ เผยแผ่ศาสนา และปรินิพพานทั้งในประเทศไทยและใกล้เคียง รวมทั้งในประเทศอินเดียและเนปาล และ

() เป็นการวิเคราะห์และหาข้อสรุปเพื่อกำหนดสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน พร้อมทั่งระบุ

เมืองต่างๆ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้จากการวิจัยระยะที่ ๑ และ ๒

 


  26 ก.ย. 2554 12:17 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.236.48

  

สรุปการวิจัยเบื้องต้น
แม้จะยังไม่มีการสรุปผลการวิจัยอย่างเป็นทางการ ก็พอสรุปข้อค้นพบตามประเด็นต่างๆ ๗ ประเด็น ได้แก่ สภาพภูมิศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชีวิต โบราณสถาน สถาปัตยกรรม ภาษา และหลักฐาน/ตำนาน ไทย
1. สภาพภูมิศาสตร์ สภาพภูมิประเทศของเนปาลในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับปราสาท 3 ฤดู ช่วงเวลาเข้าพรรษา และระยะทางจากเมืองต่างๆ ตามที่ปรากฏในพระสูตร และตามที่เป็นจริง1.1 ปราสาท 3 ฤดู ตามพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัย
พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท 3 ฤดู คือ ปราสาทฤดูร้อน
ปราสาทฤดูฝน และปราสาทฤดูหนาว แต่เมื่อดูที่ตั้งดินแดนที่อ้างว่าเป็นที่ตั้งของกรุงกบิล พัสดุ ในประเทศเนปาล แล้ว ปรากฏว่า อยู่เหนือเส้นขนานที่ 24 จัดอยู่ในเขต Tropic of Cancer มี 4 ฤดู ประเทศเนปาลตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัยซึ่งโดยทั่วไปจะมีอากาศเย็น ดังนั้นกรุงกบิลพัสดุซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท 3 ฤดูจึงไม่น่าจะอยู่ในประเทศเนปาล

1.2 ช่วงฤดูเข้าพรรษา ตามพระวินัยกำหนดให้พระอยู่ประจำพรรษา
๔ เดือนในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึง กลางเดือนพฤศจิกายน
แต่ในเนปาลและอินเดียตะวันตกจะมีฝนตกในช่วงสั้น คือ เดือนมิถุนายน
ถึง เดือน กรกฎาคม ดังนั้นการกำหนดช่วงเข้าพรรษาจึงน่าจะไม่ใช่กำหนดให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ในเนปาลหรือ อินเดียตะวันตก
แต่น่าจะกำหนดให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ ในดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งเป็นที่ตั้งของไทยลาว มอญเขมรในปัจจุบัน เพราะแม้เหตุการณ์
จะผ่านไปกว่าสองพันปี ช่วงเวลาเข้าพรรษาก็ยังตรงกับที่บัญญัติไว้ใน
พระวินัย คือ แรม ๑ ค่ำเดือน ๘ (กลางเดือนกรกฎาคม) จนถึงขึ้น
๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ (กลางเดือนพฤศจิกายน)

1.3 ระยะทางและทิศทางของเมืองต่างๆ ในพระไตรปิฎกได้มีการกำหนดระยะทางระหว่างเมืองต่างๆ ไว้ โดยใช้หน่วยเป็นโยชน์ (1 โยชน์=16) เช่น สาวัตถีถึงโกสัมพี 3 โยชน์ สาเกตถึงสาวัตถี ๗ โยชน์ เป็นต้น

 


  27 ก.ย. 2554 12:38 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 61.90.69.226

  

เมื่อพิจารณาระยะทางตามความเป็นจริงหลายกรณี อาทิ

กรุงพาราณสีห่างจากตักสิลา ๑๐ โยชน์ เป็นระยะทางประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร แต่ถ้าเทียบกับระยะทาง

ระหว่างตักสิลาซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงอิสลามบัดในปากีสถานซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบสองพัน

กโิ ลเมตรกไ็ มต่ รงกบั ทรี่ ะบใุ นพระไตรปฎิ กจงึ นา่ จะเปน็ คนละเมอื ง

แต่หากเทียบกันระหว่างเมืองตาก (อำเภอบ้านตาก ซึ่งคนไทยเคยเชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นตักสิลา) กับบริเวณ

เชิงเขาใหญ่ (บริเวณกลางดง ของอำเภอปากช่อง) ซึ่งเชื่อว่า เป็นที่ตั้งกรุงพาราณสี แล้ว ระยะทางประมาณนี้ มี

ความเป็นไปได้สูง

พวกเราตั้งสมมติฐานว่า ตำบลสาวะถี น่าจะเป็นเมืองสาวัตถี และอำเภอโกสุมพิสัย น่าจะเป็นโกสัมพี ตำบล

เสมา อำเภอสูงเนิน โคราช น่าจะเป็นนครเวสาลี ส่วนสาเกตเมืองร้อยเอ็ดประตู ก็คือจังหวัดร้อยเอ็ด (จากอุรังค

นิทาน) เมื่อพิจารณาระยะทางแล้ว เป็นไปได้สูงมาก คือ สาวัตถีถึงโกสัมพี 3 โยชน์ คือ ๔๘ กิโลเมตร ใกล้เคียงกับ

ระยะทางจากอำเภอโกสุมพิสัยถึงตำบลสาวะถี ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร สาเกตถึงสาวัตถี ๗ โยชน์ มีหลักฐานว่า

สาเกตคือ ร้อยเอ็ด ห่างจาก ตำบลสาวะถีซึ่งสันนิษฐานว่า เมืองสาวัตถี ๑๒๐ กิโลเมตร ก็ใกล้เคียงกับที่ระบุใน

พระไตรปิฎกไว้ ๗ โยชน์ คือ ๑๑๘ กิโลเมตร

 


  27 ก.ย. 2554 12:41 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 61.90.69.226

  

ในส่วนที่เกี่ยวกับทิศทางในอินเดียก็มีพิรุธหลายแห่ง อาทิ

-ในพระไตรปิฎก ทิศทางระหว่างกุสินาราย ไปราชคฤห์ ต้องผ่านเมืองสาวัตถี แต่ในอินเดีย สาวัตถีอยู่เหนือ กุสินารายอยู่กลาง และราชคฤอยู่ทางใต้ 

-จากแผนที่อินเดียกุสินาราอยู่ใกล้สาวัตถีและกบิลพัสดุมาก ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในพระไตรปิฎก เพราะเมืองกบิลพัสด์อยู่แคว้นสักกะ ส่วนกุสินาราย (ปัจจุบันฝรั่งทำให้เพี้ยนไปเป็น “กุสินารา”) อยู่ที่แคว้นมัลละ ส่วนสาเกตซึ่งท่านเศรษฐีธนัญชัยยกพล มาตั้งเมืองตามคำขอ ของพระราชาปทีปเสน อยู่ในแคว้นโกศลติดเขตแดนเมืองสาวัตถี ดังนั้นกุสินารายต้องอยู่ไกลจากกบิลพัสดุมาก

-เมืองกัสมีระ อยู่ใกล้ทะเล แต่ฝรั่งเข้าใจว่าเป็นแคชเมีย ซึ่งอยู่ไกลจากทะเลเป็นพันกิโลเมตร

-เมืองปาตาลีบุตรตั้งอยู่ฝั่งทะเลโดยมีท่าเรือปัฏนะ (ปัฏนะ แปลว่า ท่าเรือ) ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์เดินทางจากท่าเรือนี้ไปลังกา ฝรั่ง

เห็นคำว่า “ปัฏนะ” เข้าก็ไประบุว่า เมือง Patnaคือปาตาลีบุตร ที่ศรีลังกาก็มีท่าเรือชื่อโปล (โปลปัฏนะ)

การนำ “กัสมิร” ไปเป็น Kashmir และ คำว่า ปัฏนะ ไปเป็น Patna และการระบุสถานที่คนขุดพบเป็นเมือง

โน้นเมืองนี้ โดยไม่คำนึงถึงระยะทางระหว่างเมืองและทิศทางของเมืองต่างๆ ที่ระบุไว้ในพระไตรปิฎก แสดงให้

เห็นถึงการลากเข้าข้างตัวเองอย่างข้างๆ คูๆ โดยไม่ดูบริบทที่อยู่ในพระคัมภีร์ทางศาสนา

จึงเห็นได้ว่า หากพิจารณาระยะทาง ทิศทางที่เป็นจริงในอินเดีย กับที่ปรากฏในพระไตรปิฎกแล้วไม่

สอดคล้องกันเลย

 


  27 ก.ย. 2554 12:46 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 61.90.69.226

  

2. ขนบธรรมเนียมประเพณี

ประเพณีที่ปรากฏในพระไตรปิฎกยังถือปฏิบัติในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยชาวไทย ลาว เขมร พม่า มอญ

รวมทั้งชาวจีนทางใต้บริเวณคุนหมิง สิบสองปันนา ฯลฯ ที่ใช้ภาษาไทยเหนือ

ประเพณีที่ถือว่า เป็นลักษณะเด่นของดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ถือปฏิบัติกันในไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ

คือ พิธีแรกนาขวัญ พิธีแต่งงาน พิธีเผาศพ วรรณะทั้ง ๔ และการตั้งศาลพระภูมิ

2.1 พิธีแรกนาขวัญ เป็นพิธีที่พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้นำทำพิธีแรกนา ก่อนที่ไพร่ฟ้า จะลงมือทำไร่ไถ

นาจริงๆ เป็นราชประเพณีของประเทศในสุวรรณภูมิ ไมป่ รากฏวา่ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกนั ในอินเดียหรือ

เนปาล

ในพระพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จตามพระราชบิดาไปทำพิธีแรกนาขวัญ และพระองค์เสด็จไป

นั่งสมาธิที่ใต้ต้นหว้า (ต้นหว้าชมพู) เวลาผ่านไปถึงห้าโมงเย็นแล้ว เงาต้นหว้าก็ไม่ทอดไปตามแสงตะวัน แต่ยังคง

ปกคลุมเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ตลอดเวลา

2.2 ประเพณีการแต่งงาน ในประเทศไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ฝ่ายชายจะไปสู่ขอเจ้าสาวจากฝ่ายหญิง

แต่ในอินเดีย ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ไปสู่ขอฝ่ายชาย

ประเพณีการที่ฝ่ายชายไปสู่ขอฝ่ายหญิงตรงกับที่ปรากฏในพระปฐมสมโพธิกถา ที่กล่าวว่า พระเจ้าสีหหนุ

ราช พระราชบิดาของเจ้าชายสิริสุทโธทนะ เป็นผู้ให้ท่านโกณทัญญพราหมณ์เป็นผู้นำพราหมณ์อีก ๗ คน ไป

แสวงหาธิดามาเป็นคู่ครองให้ราชบุตรคือ เจ้าชายสิริสุทโธทนะ

เมื่อได้พบพระนางสิริมหามายาซึ่งมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา ต้องด้วยคุณลักษณะอันเลิศ พระเจ้าสีหหนุราช

ก็ได้กรีฑาพลไปสู่ขอและกระทำพิธีอาวาหมงคล อภิเษกสมรส ณ สถานที่ที่เป็นพระธาตุศรีสมรัก (ปัจจุบัน

เปลี่ยนเป็นศรีสองรัก) ริมฝั่งแม่น้ำหมัน ชายแดนกรุงเทวทหะ และกรุงกบิลพัสดุ์

จะเห็นว่า มิใช่ฝ่ายพระนางสิริมหามายามาสู่ขอพระเจ้าสิริสุทโธทนะ ตามประเพณีที่ฝ่ายหญิงไปสู่ขอฝ่าย

ชายดังที่เป็นประเพณีในอินเดีย

ประเพณีแต่งงานในสมัยพุทธกาลจึงน่าจะเป็นประเพณีที่พบเห็นในดินแดนสุวรรณภูมิ

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไปสู่ขอนางสุชาดา น้องสาวนางวิสาขามาเป็นภริยาบุตรชายของตนเช่นเดียวกัน

2.3 ประเพณีเผาศพแบบอินเดียกับแบบพุทธ ชาวไทย ลาว เขมร ทำพิธีเผาศพให้ไหม้จนเหลือแต่กระดูก

แล้วเก็บกระดูกไว้บูชาส่วนหนึ่ง ฝังไว้ที่วัดส่วนหนึ่ง ตรงตามเรื่องราวที่ปรากฏในพระไตรปิฎก... แต่ที่อินเดีย จะ

นำศพไปเผาให้ไหม้แต่ไม่หมดแล้วปล่อยศพลอยแม่น้ำ

หลักฐานในพระไตรปิฎกปรากฏในอรรถกถาปุณโณวาทสูตร มัชฌิมนิกาย ที่ว่า เมื่อพระเถระปรินิพพานที่สุ

นาปรันตะ ประชาชนได้บูชาพระสรีระ เผาสรีระแล้วเก็บธาตุ (กระดูก) แล้วสร้างเจดีย์

2.4 ประเพณีการถือวรรณะ ชาวพุทธในประเทศไทยบางคนอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของวรรณะ ตามที่

ปรากฏในพระไตรปิฏกดีนัก วรรณะในพระพุทธศาสนาแตกต่างจากวรรณะของฮินดู

วรรณะของชาวฮินดูมี ๔ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพทย์ และศูทร

วรรณะสูงสุดคือ พราหมณ์ ที่วรรณะอื่นถือว่า ต่ำกว่า ต้องเคารพนับถือ เพราะพราหมณ์ เป็นเจ้าพิธีกรรม

แม้แต่การ “เปิดสาว” ก็ต้องนำมาให้พราหมณ์ เป็นผู้ทำพิธีให้ ถือว่า วรรณะพราหมณ์อยากได้อะไร วรรณะอื่น

ต้องหามาสังเวย สักการะ (เดียวนี้ บางประเพณีอาจไม่มีแล้ว)

วรรณะต่ำที่สุดคือ พวกศูทร และจัณฑาล ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดจากการผสมวรรณะ พวกศูทรไม่สามารถจะอยู่

ร่วมกับวรรณะที่สูงกว่า ได้ เช่น ดื่มน้ำในบ่อเดียวกับวรรณะอื่นไม่ได้ ไม่สามารถแตะต้องเสื้อผ้าของใช้ของวรรณอื่นได้ มีชีวิตต่ำกว่าสุนัขด้วยซ้ำ เช่น สุนัขลงดื่มในห้วย ก็ไม่เป็นที่รังเกียจของวรรณะที่สูงกว่า แต่หากพวกศูทรหรือจัณฑาลลงดื่มแล้ว ถือเป็นของแตะต้องไม่ได้เลย

 


  27 ก.ย. 2554 12:48 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 61.90.69.226

  

แต่ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เรื่องที่ยกมาอ้างประกอบคำสอน สะท้อนให้เห็นว่า วรรณะทั้ง ๔ คือ

กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ และศูทรนั้น เด่นชัดว่า กษัตริย์เกิดขึ้นก่อน (ตามอัคคัญญสูตร ที่หมายถึง ผู้ดูแลเขต

เกษตร และเป็นราชา คือผู้ยังความยินดีแก่พสกนิกร) ส่วนพราหมณ์ เป็นราชครู ซึ่งกษัตริย์ก็ให้ความเคารพอยู่แล้ว

ส่วนวรรณะแพทย์หมายถึงพ่อค้า นักธุรกิจ ส่วนศูทร หมายถึง กรรมกร เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน

ในพระไตรปิฎก ไม่มีเรื่องใดเลยที่แสดงความรังเกียจวรรณะศูทรและจัณฑาล เพราะพวกศูทรก็ทำหน้าเป็น

คนรับใช้ในบ้าน (นางทาสี) บ้างเป็นชาวนาบ้าง เรื่องต่อไปนี้แสดงว่า ไม่มีความรังเกียจเรื่องวรรณะ

-นางทาสีไปตักน้ำจากบ่อบาดาลมาใส่ตุ่มให้นายใช้ เรื่องของนางทาสีที่หลงรักพระอานนท์ และภายหลังได้

บวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์

-ชาวนาที่ไถนา ได้ถวายภัตตาหารเช้าพระสารีบุตร และนึกอยากให้ก้อนดินไถเป็นทองคำ ก้อนดินก็เป็น

ทองคำ ในที่สุดก็ได้รับแต่งตั้งจากพระราชาให้เป็นเศรษฐีมหาศาล(Billionaire) หากเป็นฮินดู ศูทรคนนี้จะไม่มี

สิทธิ์แม้แต่จะได้เข้าเฝ้าพระเข้าแผ่นดิน

-เรื่องของนางทาสีที่ได้รับมอบหมายจากเศรษฐีให้ดูแลนายสาวอายุ 16 ปี ให้อยู่บนปราสาทชั้น ๗ นายสาว

สมสู่กับวิทยาธรที่เหาะมาพบเข้าเกิดปฏิพัทธิ์ ภายหลงั คลอดบตุ รชาย จึงสั่งใหห้ ญิงรับใช้ไปหาภาชนะใหม่มา นาง

เอาทารกใสใ่ นภาชนะ เอาฝาปดิ และวางดอกไมข้ ้างบน กาํ ชบั ให  “เทินหัว” ไปลอยคงคา หากเปน็ ทาสีในอินเดีย

หญิงรับใช้จะอยู่ร่วมกับนายไม่ได้เลย (ประวัติพระชฎิลดาบส)

-ครั้งพระเจ้าอโศก สั่งประหารพี่น้องร่วมบิดา 99 คนเหลือไว้เพียงน้องร่วมมารดาเท่านั้น สามเณรนิโครธ ซึ่ง

มารดาของท่านกำลังตั้งครรภ์หนีออกจากวังไปนอกเมือง ไปคลอดท่านที่ใต้ต้นมะเดื่อมีจัณฑาลคนหนึ่งมาพบและ

ช่วยเหลือให้ที่อยู่อาศัย ตั้งชื่อเด็กว่า นิโครธ เพราะเกิดใต้ต้นมะเดื่อ เขารักนางเหมือนน้องสาว เลี้ยงดูนางและบุตร

เมื่อเด็กชายนิโครธโตขึ้นก็ให้บวชเรียน จนเป็นผู้กล่อมพระเจ้าอโศกให้นับถือศาสนาพุทธ หากเป็นในอินเดีย

มารดาของนิโครธสามเณร คงไปอยู่กับจัณฑาลไม่ได้

2.5 ศาสนาพราหมณ ์ ของไทยกบั พราหมณ์ของอนิ เดีย (ฮนิ ดู)ไมเ่ หมอื นกนั มกี ารสอนมาผดิ ๆ วา่ ชาวไทย

รับศาสนาพราหมณ์จากอินเดีย

ศาสนาพราหมณ์ของไทย เชื่อว่า พวกเราสิบเชื้อสายมาจากพระพรหมมีแสง (อิสานเรียก “ผีฟ้าแสง”) คือ

พรหมประกายมาศ หรือพรหมประกาย หรือ อาภัสราพรหม คือ ขุนสรวงและนางสาง ซึ่งลงมากินง้วนดิน แล้ว

เหาะกลับวิมานไม่ได้ กลายเป็นคน ทั้งสองได้อยู่กินเป็นสามีภรรยาและมีลูก ๘ คน ๒ คนแรกถูกพ่อแม่ฉีกเนื้อกิน

แต่ที่เหลือนางสางสงสารลูกได้ขอไว้ เมื่อโตขึ้นได้จับคู่ชาย ๓ หญิง ๓ และมีลูกหลาน ต่อมาเป็นชาวไทยลว้า

(ไทยกับลาว) ขุนสรวงเมื่อตายแล้วก็กลับไปเป็นอาภัสราพรหมดังเดิม ก็ลงมาบอกลูกหลานให้ตั้งกองฟืน (กอง

ฟอน) เผาศพ เก็บกระดูก สอนให้เอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรปู พ่อแม ่ ตายาย และตงั้ ศาลพระภมู เิ พอื่ วญิ ญาณพอ่ แม่

ปู่ย่าตายายจะได้ลงมาดูแล ปกป้องได้ คนไทยลาว จึงมีความปรารถนาอยู่เบื้องลึกที่จะตั้งศาลพระพรหม และก็เป็น

เช่นนั้น คือ มีศาลพระพรหมให้กราบไหว้บูชาอยู่ทั่วไป แต่ที่อินเดียไม่มีศาลพระภูมิ หรือศาลพระพรหม

พระพรหมที่กล่าวถึงในพระไตรปิฎก จึงเป็นคนละพรหมกับศาสนาฮินดู ดังท่านมหาพรหมที่เข้าเฝ้าและ

ตามเสด็จพระพุทธเจ้า ก็ไม่ใช่พระพรหมของฮินดูที่เชื่อว่า เป็นพระผู้สร้าง ดังนั้นการที่กล่าวว่า ชาวไทยนำศาสนา

พราหมณ์มาจากอินเดียก็ไม่น่าจะถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่นักวิชาการไทยจะต้องไปศึกษาและทำความเข้าใจเสียใหม่

 


  27 ก.ย. 2554 12:52 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 61.90.69.226

  

3. วิถีชีวิตในสมัยพระพุทธกาล

วิถีชีวิตไทยแตกต่างจากวิถีชีวิตของชาวอินเดีย ของไทยกลมกลืน และสอดคล้องกับที่ปรากฏใน

พระไตรปิฎกในทุกเรื่อง ไม่ว่า จะเป็นเรื่องความใจบุฯ ข้าวที่บริโภค การทำนาข้าวเหนียว พืชพันธุ์ นกเขาคูที่ร้อง

ว่า ของกู และการวัดระยะทางล้วนสอดคล้องกับพระไตรปิฎก

3.1 ชนชาวสุวรรณภูมิและชาวอินเดียมีนิสัยเรื่องความใจบุญแตกต่างกัน คนสุวรรณภูมิ พวกเราในถิ่นไทย

นี้ได้ชื่อว่า เป็นคนใจบุญมาแต่โบราณ ดังนั้นเมื่อมีเรื่องเศรษฐีใจบุญที่ตั้งโรงทานแจกทานคนยากจน สร้างมหา

วิหารถวายพระพุทธองค์ ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น ท่านเศรษฐีธนัญชัยที่เมืองสาเกตบิดาของนางวิสาขาก็จะ

เห็นว่า เศรษฐีใจบุญเหล่านนั้ เปน็ คนไทยหรือคนที่อยใู่ นดนิ แดนสวุ รรณภูมิ

3.2 ข้าวที่พระสงฆ์ในสมัยพระพุทธกาลฉัน พระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุในสมัยพุทธกาลเสวยหรือ

ฉันข้าวเหนียว มิใช่โรตี หรือข้าวจ้าว มีหลักฐานใน พระวินัยที่บัญญัติ (โภชนปฏิยุกต์) ไว้ว่า ภิกษุพึงสำเนียกอย่าง

นี้ว่า "เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก ... เราจักทำก้อนข้าวให้กลมกล่อม ...เราจักไม่โยนข้าวเข้าปาก ...เราจักไม่

ฉันข้าวกัดคำข้าว ...เราจักไม่โปรยเมล็ดข้าวลงในบาตร (เมื่อมือเปียกน้ำข้าวเหนียวจะร่วน) ...เราจักไม่เอาก้อนข้าว

กลบแกงโดยหวังจะได้แกงมาก ... "

ก็จะเห็นว่า “ข้าว” ที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาลฉันเป็น “ข้าวเหนียว”

3.3 ทำนาข้าวเหนียวในเมืองโกสัมพี และเมืองสาวัตถี พระพุทธองค์และพระภิกษุในสมัยพระพุทธกาลเสวย

และฉันข้าวเหนียว ทีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎกหลายแห่ง กล่าวคือ อรรถกถาวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค

วินัยปิฎกเล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ทุติยภาค และวินัยปิฎกเล่มที่ 3 ภิกขุนีวิภังค์

นอกจากนี้ คำว่า “บิณฑบาตร” ก็แปลว่า “ก้อนข้าว” ทั้งนี้ รวมทั้งข้าวมธุปายาส หรือข้าวทิพ (ไม่ได้เขียน

“ข้าวทิพย์” ) ซึ่งนาวสาวทิพพาคิดขึ้น ในสมัยสุวรรณภูมิ ก็ทำจากข้าวเหนียว

3.4 พืชพันธุ์ไม้ในพระไตรปิฎก กว่า ๒๖๔ ชนิด ล้วนเป็นพืชที่มีอยู่ในเมืองไทยทั้งนั้น แม้ชื่อจะเปลี่ยนแปลง

ไปแต่พบเห็นได้ในปัจจุบันอาทิ หญ้าชนิดหนึ่งที่พระพุทธองค์เสวยแทนอาหารหลังจากทรงหยุดอดอาหาร เมื่อ

ครงั้ แสวงหาสจั ธรรม คือ "หญ้ากบั แก้" (“กบั แก้” เป็นภาษาอสี าน ภาษากลางคือ ตกุ๊ แก) และลกู กะเบา (โกลยี ะ) ก็

เป็นพืชที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลูกกะเบาใช้รักษาโรคเรื้อนได้ เมื่อพระพุทธองค์เริ่มเสวยพระกระยาหาร ถัดจากเสวยหญ้ากับแก้แล้ว ก็มาเสวยเนื้อ

ลูกกระเบา ช่วงเวลาหนึ่ง จึงเริ่มเสวยโภชนาหาร ซึ่งปรกติพระพุทธองค์จะบริโภคได้ ๔๙ คำ เนื่องจากทรงมี

พระวรกายทรงสูง ๔ เมตร (๘ ศอก) ปรกติพวกเราจะรับประทานข้าวเหนียวได้เพียง ๒๐๒๕ คำ

3.5 นกมัยหกะ (นกเขาคู)ที่ร้อง จุ๊กๆ กู ที่มาของ "ของกูๆ" ตามเสียงร้อง และพระนำไปสอนเป็นปริศนา

ธรรม แสดงวา่ เสียงร้องของนกเขา สอดคล้องกบั เสียงในภาษาไทย คือ กู หาก ชาวเมอื งสาวตั ถมี คี าํ ศพั ทว์ า่ “ กู ”

ที่มีความหมายว่า “ เรา – ข้าฯ ( I ) ” ก็แสดงว่าเมืองสาวัตถีไม่ได้อยู่ที่อินเดีย เพราะที่อินเดียคำว่า กู หรือ คู

(เสียงร้องของนกเขา) มิได้มีความหมายว่า เรา–ข้าฯ ( I ) เลย ..

3.6 การวัดระยะทางโดยใช้ "โยชน์" "เส้น" "วา" เป็นการวัดระยะที่ปรากฏในพระไตรปิฎก และยังคงใช้กัน

อยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน ในขณะที่ในอินเดียไม่มีการวัดระยะทางเช่นนี้มาตั้งแต่บรรพกาล การวัดระยะทาง

เป็น กิโลเมตร หรือ ไมล์ เพิ่งใช้เมื่ออิทธิพลของตะวันตกเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณร้อยปีมานี้เอง

 


  27 ก.ย. 2554 12:59 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 61.90.69.226

  

4. โบราณสถานและโบราณวัตถุ

โบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นหลักฐานที่ยินยันว่าสุวรรณภูมิเป็นที่อุบัติของพุทธศาสนา

4.1 ในประเทศอินเดียและเนปาล มีโบราณสถานหรือโบราณวัตถุ จำนวนน้อยกว่าในเมืองไทย นอกจาก

โบราณสถานที่อ้างว่า เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระปฐมเทศนา ปรินิพพาน และอีก 3 แห่งที่เมืองสาญจี ถ้ำอา

ชันตา นาลันทาและที่เล็กๆ น้อยๆ อีกไม่กี่สิบแห่งแล้ว แทบจะไม่มีโบราณสถานอื่นๆ เช่น พระพุทธบาท เจดีย์

วิหาร ฯลฯ เหลือให้เห็นเลย หากรวมกันแล้วประมาณ ๑๒๐ แห่ง

4.2 ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีโบราณสถาน และโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก อาทิ เจดีย์ พุทธวิหาร พระบรม

สาริกธาตุ พระพุทธบาท พระพุทธฉาย รวมกันก็เป็นหมื่นแห่ง

4.3 มีความขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลกับหลักฐานที่หลงเหลือในอินเดีย ที่อ้างว่า พระเจ้าอโศกมหาราชสร้าง

วิหาร 84,000 วิหาร ใน 84,000 เมือง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อถามว่า ในอินเดียอยู่ที่ไหนบ้าง ก็ไม่มีทางจะตอบ

ได้ แต่ถ้าถามเรื่องของพระเจ้าอโศกของไทย คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ผู้ครองเมืองอโศกไทย (ใกล้สุโขทัย) ซึ

มีพระมหินทรเถระ เป็นพระโอรส และพระนางสังฆอมิตตาเป็นพระธิดา ก็มีหลักฐานวัดวิหารที่หลงเหลือใน

สุวรรณภูมิ ส่วนพระเจ้าเทวานัมปิยะ ปิยทัสสี ที่ James Prinsep ซึ่งเชื่อ George Turnour บอกว่า เป็นพระเจ้าอโศก

ก็ยืนยันว่า เป็นคนละองค์กับพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งเป็นคนไทย

ข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการหนงึ่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับพระเจ้าอโศกอินเดีย คือ

() วันขึ้นครองราชย์ และสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอโศกอินเดีย (.. 311 บางตำราว่า พ.. 306) ไม่ตรงกับ

ที่ระบุไว้ในพระคัมถีร์ ทางพระพทุ ธศาสนา ที่ระบุว่า พระเจ้าอโศกสวรรคต พ.. 259

() ชื่อที่ปรากฏในเสาหินพระเข้าอโศก คือ "พระเทวานัม ปิยะ ปิยทัสสี" ซึ่งเป็นสมัยเดียวกันและชื่อเดียว

กับกษัตริย์ศรีลังกา ชื่อ พระเจ้าเทวนัมปิย ปิยะทัสสะ จึงเป็นไปได้ว่า กษัตริย์ศรีลังกาองค์นี้จะแผ่อิทธิพลไปถึง

อินเดีย

() ไม่ปรากฏการสังคายนาพระไตรปิฏกในเสาหินพระเจ้าอโศก รวมทั้งไม่มีการเอ่ยถึงการส่งพระราช

โอรส(พระมหินทรเถระ) และพระราชธิดา(สังฆอมิตตาเถรี) ซึ่งบวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ ไปฟื้นฟู

พระพุทธศาสนาในลังกาเลย

จึงน่าประหลาดใจมากที่ไม่ได้บันทึกไว้เรื่องสำคัญอย่างนี้อย่างนี้ เพราะเป็นสาระสำคัญในชีวิตของ

พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ แต่หากเป็นพระเจ้าอโศกไทย คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแล้ว มีการบันทึกข้อมูลไว้

ตรงกับพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ในประวัติพระเจ้าเทวานัมฯ หรืออโศกแขก ปรากฏว่า มเหสีท่านควักนัยน์ตาบุตรตนเองอย่างเ***้ยมโหด พระ

เจ้าอโศกแขกเอง ตามประวัติโหดร้ายมาก ส่วนพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงดุแต่ไม่โหดร้าย เมื่อจับพระสกึ

60,000 รูปเพราะตอบปญั หาหัวใจของพุทธศาสนาไม่ได้ ก็จับสึก ห่มขาว และส่งไปเลี้ยงช้าง ส่วนพระเจ้าอโศกแขก สั่งประหารทั้งหมด แม้แต่อำมาตย์ที่ไม่เห็นด้วยกับคนก็ใช้ดาบประหารด้วยตนเองอย่างโหดร้าย

นอกจากนี้ ก็มีพิรุธหลายประการ กับการอ้างว่า พระเจ้าอโศก คือ พระเจ้าเทวานมั ปิยันปิยทัสสี เพราะในเสาหินไม่มีการเอ่ยพึงพระเจ้าอโศกเลย

 


  5 ต.ค. 2554 09:38 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.124.112

  

4.4 หลักฐานจากจารึกวัดศรีชุม ยืนยันว่า ปาตารีบุตรห่างจากศรีสัชนาลัย ๒๓ คืน ในจารึกวัดศรีชุม หลัก ๑  ๓  และ ๔  มีข้อความยืนยันว่า เมื่อได้มีการสร้างวัดศรีชุม พระะมหาเถระะพระองค์หนึ่งนามว่า พระมหาเถรศรีสรัทธาราชจุฬามุณี หลานพ่อขุนผาเมืองได้ อธิษฐานว่า “....(หาก) กูแล้ยังจักได้แก่สัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธจริงว่า

ไซร้ จุ่งให้พบปูน.....อธิษฐานบัดแปรแห่งนั้น ดายกลายพบสังปูนอันหนึ่งทายาทหนักหนา เอามาสทายพระธาตุ

ก่อใหม่ เก่าแล้วเอามาต่อพระพุทธรูปหินอันหักอันพังบริบูรณ์แล้วปูนก่อยังเหลือเลย พระมหาธาตุหลวงนั้น

กระทะทำปาฏิหาริย์อัศจรรย์หนักหนา และมีพระธาตุอันใหญ่ล้อมหลายแก่กม ฉลองมหาพิหารใหญ่ด้วยอิฐเสร็จ

บริบูรณ์แล้วจึงไปหาเอาพระพทุ ธรูปหินเก่าแตกมาบูชาด้วย ไกลชั่วสองสามคนื เอามาประดิษฐานไว้ในมหาพิหารบางแห่ง ได้คอได้ตน บางแห่ง ได้หัวตกไกล แลสี่คนหาบเอามาจึงได้ บางแห่ง ได้แข้งได้ขา บางแห่งได้มือได้ตีน ญ่อมพระหินอันใหญ่ ชักมาด้วยล้อด้วยเกวียน เข็นเจ้ามาในมหาพิหารเอามาต่อติดประกิดด้วยปูน มีรูปโฉมพรรณอันงามพิจิตรดังอินทรนิรมิต เอามาประกิดชิดชนเป็นตนพระพุทธรูปอันใหญ่อัน

ถ่าวอัน....งามหนักหนา เอาไว้เต็มมหาพิหารเรียงหลายกองช่องงามหนักหนาแก่กม ในมัชฌิมประเทศในปาตลี

บุตรนครใกล้ฝั่งน้ำอโนมานที ....”

จากหลักฐานนี้แสดงว่า เมืองปาตาลีบุตรและแม่น้ำอโนมานที ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงปลงพระเกศาอยู่ห่าง

จากสุโขทัยเพียง ๒ - ๓ คืนเท่านี้ จึงสามารถขนพระพุทธรูปที่แตกหักจากวัดอโศกราม มาปฏิสังขรใหม่ได้

4.5 มีหลักฐานว่า พระนารายณ์ พระกฤษณะ เกิด ในชมพูทวีป คือ ไทย ดังปรากฏในจารึกวัดศรีชุมที่ระบุว่า

พระมหาเถระ คือ พระกฤษณะ มาจุติ เป็นพระนารายณ์ พระราม และจะได้บรรลุสัมมาสัมโพธยานเป็น "พระราม

พุทธ" ในมัณฑกัปป์ ต่อจากพระศรีอารยเมตไตรย ในจารึกวัดศรีชุม หน้า ๓ ระบุว่า “... พระกฤษณ์พระเจ้าหาก

ประดิษฐาน พระกฤษณ์นั้นคือ ตนพระมหาสามีศรีสรัทธา ราชจุฬามุณีศรีรัตนลังกาทีปเป็นเจ้า คือตนพระราม

พระนารายณ์ เทพจยุตหิ ากท่องเทยี่ วในสงสารภพอันโทลเกิดไปมาแล เมดไตโย...”

 


  5 ต.ค. 2554 09:48 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.124.112

  

4.6 มีการกล่าวถึง รอยพระพุทธบาท อยู่ ๕ แห่ง ซึ่ง มีอย่างน้อย

๔ แห่งที่ยืนยันว่าอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ คือ ()ที่สุวรรณบรรพต คือ

พระพุทธบาทสระบรุี () ที่เมืองโยนกบุรี คือพระพุทธบาทตากผ้าที่

ลำพูน () เขาสุวรรณมาลิก (พระพุทธบาทที่เมืองลังกาพะโค วัดหลวง

ปู่ทวด ภาคใต้ของไทย) () ยอดเขาสุมนะกูฏ (ตามศิลาจารุกหลักที่ ๘

หน้า ๔ ที่ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร แปลไว้ ระบุว่า พระเจ้าลิ

ไทย “...พาบริวารไปนมัสการพระบาทลักษณ์ บนยอดเขาสมนกูฏ...”

ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นเขาสมอแครงในจังหวัดพิษณุโลกเพราะเป็นยอด

เขาเพียงแห่งเดียวในละแวกนั้นที่มีพระพุทธบาทจริง ไม่ใช่จำลอง แต่

ชาวพุทธทั่วไปเข้าใจว่า เป็นเขาสมนกูฏ ที่อยู่ใกล้เมืองอนุราชปุระในศรี

ลังกา) และ () ที่แม่น้ำชื่อนัมทานที (สันนิษฐานว่า เป็นพุทธบาทที่เขา

ตะเกียบ หัวหิน ซึ่งอยู่ใกล้สุนาปรันต คือ สวนปราณ หรือ ปราณบุรี).

4.6 มีการเอ่ยถึงคำสำคัญในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลาย

แห่ง อาทิ คำว่า ชมพูทวีป กุรุราฐ ปัจจันตชนบท ฯลฯ ซึ่งแสดงว่า เมือง

เหล่านี้อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้นชมพูทวีป (อิสานเรียก “ทีปซมพู”

หรือ “ซมพูทีป” ดังปรากฏอยู่ในนิทานและใบลานธรรมเป็นจำนวน

มาก)

5. พุทธสถาปัตยกรรม

รูปร่างวัด โบสถ์ และเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏใน

ดินแดนสุวรรณภูมิ มีลักษณะเด่น แตกต่างจากของอินเดียอย่างสิ้นเชิง

5.1 รูปร่างวัด ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีวัด วิหาร และโบสถ์เป็น

จำนวนหลายหมื่นแห่ง บางวัดมีอายุกว่าสองพันปี ซึ่งมีรูปร่าง

ลักษณะเฉพาะ เช่น ช่อฟ้า ใบระกา ฯลฯลักษณะเด่นเหล่านี้ ถ่ายทอด

มาถึงวัดไทยในปัจจุบัน แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละภูมิภาค แต่องค์ประกอบใหญ่ๆ ก็ยังคงเหมือนกัน

ส่วนวัดในอินเดียหรือเนปาล มีลักษณะออกไปทางฮินดู

5.2 พุทธศิลปะ มีความละเอียดอ่อนมาก ต้องใช้ช่างศิลป ที่มีจิตศรัทธาในการสร้างสรรค์ผลงาน และมีนายุนที่มีความเลื่อมใสศรัทธา จึงจะสามารถสร้างผลงานพุทธสถาปัตยกรรมที่ประณีต โดดเด่น ดังที่พบเห็นในวัด

โบราณทั้งในต่างจงั หวัดและในเมืองกรุง หากพทุ ธสถาปัตยกรรมมาจากอิน เดีย ก็ควรมีอะไรหลงเหลือไว้ให้เห็น

แม้แต่สถูปที่พุทธคยาก็มีรูปร่างแปลก ฝีมือการก่อสร้างก็ไม่ประณีต หากเทียบกับพระเจดีย์ในประเทศไทยก็ห่างไกลกันมาก

5.3 สถานที่สร้างครอบพระพุทธรูปปางไสยยาสน์จำลองในอินเดีย ก็ไม่ตรงกับที่บรรยายไว้ใน

พระไตรปิฎก ณ เมืองซึ่งอินเดียอ้างว่า เป็นกุสินาราย ก็สร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่พระเศียรหนุนหมอน แต่

ในพระคัมภีร์บรรยายว่า ซึ่งประทับนอนโดยใช้พระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร เพียงเพราะทีมของ Cunningham ขุด

เจอพระนอนที่ตำบลกูเซีย ก็ประกาศว่า เป็นกุสินารา โดยไม่ดูบริบทระหว่างเมืองต่างๆ ว่า สอดคล้องกับพระไตรปิฏกหรือไม่

ส่วนในเมืองไทย ที่ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน ก็มีพระพุทธไสยาสน์สร้างจากหินทรายที่มีลักษณะตรงตาม

พระไตรปิฏก ก็ไม่มีใคร "ตู่" ว่าเป็นที่ปรินิพพานเหมือนฝรั่งทีมนั้น

อนึ่ง สถูป เจดีย์ หรือซากวัด เช่น ที่เชตวัน ก็สร้างจากก้อนอิฐที่มีลักษณะและขนาดไม่แต่ต่างจากอิฐในสมัย

ปัจุจบััน หากเป็น สิ่งปลูก สร้างในสมัยพุทธกาล แล้วจะเป็นก้อนดิน เผาที่มี   ขนาดใหญ่ 16 X 32 .. ขึ้นไปดังที่พบ

เห็น ณ สถูปองค์แรกของพระธาตุพนมที่พังลงมาเมื่อ พ.. ๒๕๑๘ เพราะคนในสมัยพุทธกาลมีขนาดสูงใหญ่กว่าคนในปัจจุบัน

 


  5 ต.ค. 2554 09:58 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.124.112

  

6. ภาษามคธ หรือภาษาบาลี

ภาษามคธ เป็นภาษาของชนชาติไทยโบราณ เนื่องจากเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่าบาลี ซึ่งแปลว่า คำสอน ภาษามคธจึงนิยมเรียกว่า ภาษาบาลี

ภาษาบาลี เป็นของชาวสุวรรณภูมิ แต่กลายเป็นของอินเดีย เพราะฝรั่ง เช่นกัน หนึ่งใจจำนวนนั้นคือ หมอบลัดเลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช และผู้ก่อตั้งโรงเรียนอรุณประดิษฐ์ จังหวัดเพชรบุรี และเป็นผู้ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศสยาม หมอบลัดเลย์เป็นผู้บอกว่า อักษรไทยมาจากอินเดียใน พ.. ๒๔๑๓

ภาษามคธ มีอักษรที่ใช้จารึก เรียกว่า อักษรธรรม ซึ่งออกแบบให้เขียนตามหลักไวยกรณ์และหลักการสังโยค

ภาษาบาลี เช่น ตำแหน่งพยัญชนะและสระจม สระลอย ใบลานส่วนใหญ่ที่พบเห็นที่อิสานหรือทางเหนือ ล้วนเป็นพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหรือเกี่ยวเนื่องกันทั้งนั้นหากภาษาบาลีไม่ใช่ภาษาของชาวเหนือและอิสานแล้ว เหตุใดการประดิษฐ์อักษร จึงสอดคล้องความต้องการใช้ในภาษาบาลี

อักษรขอมก็เช่นเดียวกัน เป็นอักษรไทยที่ขุนขอมไทยประดิษฐ์ขึ้น 15 ปีหลังจากน้องชายของท่าน คือขุนสือไทย คดิ ลายสือไทยขึ้นเมื่อ ปีอิน 1235 (6,765 ปีมาแล้ว ) ลายสือ ไทยและลายขอมไทยจึง เป็น อักษรไทย

ไม่ใช่ของเขมร และไม่คำว่า “ภาษาขอม” มีเฉพาะ “อักษรขอม” นักภาษาไทยควรใช้คำให้ถูกต้อง

ดังนั้น ภาษาธรรมที่ใช้บันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งมีหลักฐานว่า มีภาษาเขียนแล้ว

เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสคำว่า “ใบลานเปล่า” “มา ปิฎก...ไม่ให้เชื่อตำรา....” มาตั้งแต่ครั้งที่ทรงพระชนม์อยู่

การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ต้องมีการบันทึกลงใบลานแล้ว มิใช่จดจำหรือเป็น “มุขปาฐะ” ดังที่สั่ง

สอนกันว่า มีการบันทึกลงใบลานครั้งแรกในสังคายนาครั้งที่ ๔ ที่ลังกา

ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่า ภาษาบาลี อยู่ในสุวรรณภูมิ

6.1 ชื่อเมือง แม่น้ำ ป่า คนฯลฯ ในสุวรรณภูมิส่วนมากใช้ภาษาบาลี เช่นแม่น้ำกุกกนที (แม่น้ำกก) แม่น้ำ

ขรนที หรือ แม่น้ำธนนที (แม่น้ำโขง) ธนมูลนที (แม่น้ำมูล) ชีวายนที (แม่น้ำชี) ลัมภคารีวัลย์ (ลำปางหลวง) ฯลฯ

จึงมั่นใจว่า ภาษามคธหรือภาษาบาลี เป็นภาษาดั้งเดิมที่ชาวไทยลาวใช้ในแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้นแคว้นมคธ จึง

น่าจะอยู่ในแดนสุวรรณภูมิมากกว่าอยู่ในอินเดีย

แม้แต่คำว่า "ของลับ" ที่ใช้กันในภาษาไทยและลาว ก็เป็นภาษาบาลี คือ “คุยห” ทมี่ กี ารแผลงสระอุ เป็น ว

(ภาษากลาง) หรือ ตัดไปเลย (ภาษาอิสาน) ส่วน “” เสียงหายไป

 


  5 ต.ค. 2554 10:01 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.124.112

  

****   มีฝรั่ง 3 คนในเมืองไทยที่ได้สร้างความสับสนเกี่ยวกับภาษา ศาสนา และประวัติศาสตร์ไทย คือ หมอบลัดเลย์ ที่บอกว่า อักษรไทย มาจากอินเดีย อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮมที่เขียนประวัติพระพุทธศาสนาและทำให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นชาวอินเดีย และยอร์ช เซเดย์คนหลังสุดนี่ ทำให้บรรพบุรุษไทย หนีหัวซุกหัวซุนมาจากทางใต้ของจีน และบอกว่า ชาวไทยเป็นเผ่ามงโกล  ******

 (((  มันน่าคิดมั้ยล่ะครับ )))

 


  5 ต.ค. 2554 10:07 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
macz

  
macz@windowslive.com 58.9.124.112

  

อีกคำหนึ่งคือ กาลามะ ที่มาของ “กาลามสูตร” ก็มาจากพวก “กุลา” แผลง อุ เป็น อะ และเป็นอา ชาวกุลาเป็นชนเผ่าหนึ่งทางภาคอิสาน อาศัยอยู่แถวทุ่งกุลาร้องไห้

หลักฐานเอกสารหนึ่งที่แสดงว่า ภาษาบาลีเกิดขึ้นในดินแดนไทย คือ หนังสือ Seleced Papers on PaliStudies ของ O. von Hinuber สำนักพิมพ์ The Pali Text Socity , Oxford, 1994. ที่มีเนี้อหาบางตอนได้กล่าวถึง คำ

ว่า "บาลี" ว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักคำว่า "บาลี" หรือ "ภาษาบาลี" เป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โดย M. Simon dela Loubere ซึ่งเป็นเอกอัครราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศส ได้ถูกส่งมาประจำที่ไทย ใน

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ ค..1687 (.. 2230) โดยกล่าวว่า บาลีเป็นภาษาที่คณะสงฆ์ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย หลักฐานนี้สนับสนุนว่า ภาษาบาลีเกิดในประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักภาษา

บาลีครั้งแรกจากประเทศไทย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมฝรั่งไม่ได้รู้จักชื่อ "บาลี" นี้จากที่อื่น ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นฝรั่งตะวันตกจากประเทศต่าง ๆ ได้ออกไปล่าอาณานิคมในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศรีลังกาและอินเดีย ฯลฯ

แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงภาษาบาลีเลย มีที่กล่าวถึงก็เฉพาะภาษาสันสกฤต (ที่ชาวอังกฤษบางคนชื่อ James Prinsep  ป็นผู้เชียวชาญ) อาจเป็นไปได้ว่า ภาษาบาลีที่คณะสงฆ์ในแถบประเทศอื่น ๆ ใช้นั้น ไม่ได้มีการใช้กันอย่ากว้างขวาง หรือเด่นชัดเท่ากับที่ใช้ในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นต้นฉบับของภาษาบาลี จึงมีการใช้ภาษาบาลีกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าเวลาจะห่างจากสมัยพุทธกาลตั้ง สองพันปีมาแล้ว (ข้อมูลจาก คุณกฤตกิตติศักดิ์ ไพตรีจิตต์ นักศึกษาประวัติพุทธศาสนา-ไต้หวัน)

6.2 วัฒนธรรม ของสุวรรณภูมิมีมายาวนาน ตามการศึกษาจากกระเบื้องยางที่คูบัวของพระราชกวี (อ่ำ ธัมมทัตโต) แห่งวัดโสมนัสวิหาร

ถ้าเทียบกับภาพยนตร์ ก็คล้ายกับว่า Episode 1 2 3 หรือหนังม้วนแรกๆ ที่บอกว่า อินเดียนำวัฒนธรรมไปจากดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อหลายพันปีมาแล้วเกิดสูญหายไป เหลือแต่ Episode 4, 5, 6 หรือหนังม้วนหลังๆ ที่ฉายให้

เห็นว่า วัฒนธรรมอินเดียแผ่ซ่านมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิ อะไรต่ออะไรจึงกลายเป็นของอินเดียหมด แม้แต่ศาสนาพราหมณ์ ภาษาบาลี เป็นต้น

 


page [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10   Next >>

ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ
* สมาชิกเท่านั้น
ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์


บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010  
eXTReMe Tracker